หอเกียรติยศ : พล.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา - ตำรวจไทย

Breaking

Post Top Ad

Post Top Ad

วันอาทิตย์ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2556

หอเกียรติยศ : พล.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา

หนึ่งในตำรวจที่เป็นที่จดจำในยุคนี้ พล.ต.อ.สมเพียร  เอกสมญา   ตำรวจผู้เสียสละรับใช้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และประชาชน จนถึงวันสุดท้ายของชีวิต  "ขอสดุดีวีรบุรุษตำรวจไทย จารึกเกียรติยศไว้ คู่แผ่นดิน"

ประวัติ
     พล.ต.อ.สมเพียร  เอกสมญา เกิดเมื่อ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2493 ที่อำเภอเทพา จ.สงขลา  เดิมชื่อ เนี๊ยบ แซ่เจ่ง เป็นบุตรคนที่ 4 จากจำนวน 10 คน  ได้เปลี่ยนชื่อเป็น "สมเพียร" เมื่อครั้งเข้าโรงเรียนประถม โดยมีครูตั้งให้ ส่วนนามสกุล "เอกสมญา" เปลี่ยนตอนเข้าเรียนโรงเรียนตำรวจตำรวจภูธร 9 จังหวัดยะลา เมื่อ พ.ศ. 2513 (นพต. รุ่น 15) โดยอาศัยนามสกุลนายตำรวจผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง
     เริ่มต้นชีวิตรับราชการตำรวจที่ สภ.อ.บันนังสตา จ.ยะลา ซึ่งในขณะนั้น พื้นที่ดังกล่าวเป็นเขตเคลื่อนไหวของขบวนการโจรก่อการร้ายแบ่งแยกดินแดน  มีการปะทะ ทำให้มีการสูญเสียอย่างหนักทั้งสองฝ่าย เคยต่อกรกับกลุ่มที่ยืนตรงข้ามกับรัฐแทบทุกกลุ่ม ทั้งโจรจีนคอมมิวนิสต์ ขบวนการโจรก่อการร้าย และกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ เคยผ่านการยิงปะทะมาแล้วนับร้อยครั้ง สามารถสังหารฝ่ายตรงข้าม ยึดอาวุธปืน และที่พักเป็นจำนวนมาก ซึ่งผลในการนำกำลังเข้าปะทะกับโจรก่อการร้ายดังกล่าว ทำให้ได้รับบาดเจ็บทั้งเล็กน้อยและสาหัสถึง 8 ครั้ง(ดูรายละเอียดเพิ่มเติมตามลิงค์ด้านล่าง)  ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ เชิดชูเกียรติ และประกาศเกียรติคุณจากหน่วยงานต่างๆ อีกมากมาย

คำขอสุดท้าย
     เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2553 พ.ต.อ.สมเพียร  เอกสมญา ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่ง ผกก.สภ.บันนังสตา ได้เดินทางมาร้องเรียนกับ พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รักษาการ ผบ.ตร. และ นายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี  ถึงการไม่ได้รับความเป็นธรรมในการแต่งตั้งโยกย้ายที่ผ่านมา  เนื่องจาก พ.ต.อ.สมเพียรฯ ได้ขอย้ายจาก ผกก.บันนังสตา จ.ยะลา มาดำรงตำแหน่ง ผกก.สภ.กันตัง จ.ตรัง เพื่อขอใช้ชีวิตช่วงปีสุดท้ายก่อนเกษียณอายุราชการ หลังจากที่ได้รับใช้ทางราชการในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มาร่วม 40 ปี  สุดท้ายก็ไม่ได้รับการเหลียวแล หรือพิจารณาจากทั้ง พล.ต.อ.ปทีปฯ และ นายอภิสิทธิ์ฯ  ถึงกับทำให้ พ.ต.อ.สมเพียรฯ ต้องหลั่งน้ำตาลูกผู้ชาย ด้วยคามคับแค้นใจ

รับใช้ชาติจนตัวตาย
     หลังจากเหตุการณ์ข้างต้น พ.ต.อ.สมเพียรฯ ก็มิได้ท้อถอย หรือทิ้งงาน ทิ้งลูกน้อง ให้ปฏิบัติหน้าที่เพียงลำพัง  หากแต่ยังคงกลับไปทำหน้าที่อย่างปกติ จนเมื่อวันที่ 12 มีนาคม พ.ศ.2553(จากวันที่ไปร้องเรียนไม่ถึงเดือน) ขณะที่ พ.ต.อ.สมเพียรฯ ออกตรวจพื้นที่และหาข่าวกลุ่มก่อความไม่สงบ พร้อมลูกน้อง 3 นาย และ อส. อีก 1 นาย คือ ร.ต.ท.กิตติศักดิ์ โลมา รอง สว.ปป.สภ.บันนังสตา, ด.ต.โสภณ อินทรบวร และ ส.ต.ท.ระวิกรณ์ สังข์ศิริ และ อส.อับดุลอาซิ กาจะลากี   เมื่อขับรถยนต์มาถึงบริเวณที่เกิดเหตุ มีคนร้ายไม่ทราบกลุ่ม จำนวน 5-8 คน กดระเบิดที่ฝังไว้ และใช้อาวุธสงครามยิงเข้าใส่ จำนวนหลายชุด เกิดการปะทะกันประมาณ 10 นาที  จนเมื่อกำลังเสริมมาถึง กลุ่มคนร้ายได้ล่าถอยเข้าไปในป่า ผู้บาดเจ็บทั้งหมดถูกลำเลียงทั้งทางรถยนต์ และทางเฮลิคอปเตอร์เป็นการด่วน แรงระเบิดและคมกระสุนส่งผลให้ พ.ต.อ.สมเพียรฯ ทนพิษบาดแผลไม่ไหวเสียชีวิตที่ รพ.ศูนย์ยะลา ลูกน้องทั้ง 4 นาย บาดเจ็บสาหัส ส่วน ด.ต.โสภณ อินทรบวร เสียชีวิตในเวลาต่อมา  พ.ต.อ.สมเพียรฯ ได้รับพระราชทานยศเป็น พลตำรวจเอก และเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย ชั้นที่ 1 ประถมาภรณ์มงกุฎไทย เป็นกรณีพิเศษ
     ต่อมา เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2554 เจ้าหน้าที่สามารถยิงคนร้ายที่ทำ พล.ต.อ.สมเพียร เสียชีวิตได้, เป็นแกนนำระดับสูงชื่อ มะแอ อภิบาลแบ ที่มีคดีอยู่ 28 คดี

บทส่งท้าย

   การเมืองทำให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติเน่าเฟะ  ในยุคที่ไม่สามารถตั้ง ผบ.ตร. ได้นานเกือบปี ต้องรักษาการณ์กันจนเกษียณ  พร้อมข้อครหาการซื้อขายตำแหน่ง และเงินบำรุงพรรค ดังกระหึ่มที่สุดในทุกยุค ทุกสมัย  จนทำให้วีรบุรุษผู้หนึ่ง แทนที่จะได้ใช้ชีวิตราชการช่วงสุดท้ายกับครอบครัว และเกษียณอายุราชการอย่างสง่างาม  นอกจากนี้ สตช. ยังจะได้ใช้ความรู้ ความสามารถที่เขามี มาถ่ายทอดให้เป็นประโยชน์ต่อคนรุ่นหลังได้อีก  แต่ทั้งหมดนี้ ไม่เกิดขึ้น  ขอแสดงความอาลัยจากใจจริง  หวังว่าเพื่อนข้าราชการตำรวจ จะได้นำเอา พล.ต.อ.สมเพียรฯ เป็นแบบอย่างในการทำงาน และทำวันนี้ให้ดีกว่า วันวาน  สุดท้ายขอนำเอาคำสัมภาษณ์ของท่านในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2553 เป็นการทิ้งท้ายครับ
     “ ที่ผมออกมาเรียกร้องครั้งนี้ เพื่อสะท้อนให้เห็นว่า ตำรวจในภาคใต้ ทำงานอย่างไร ไม่ได้เรียกร้อง หาความเป็นธรรมใดๆ เพราะมีคนเคยพูดว่า ตำรวจเลือกที่ กับเลือกนายไม่ได้ อย่างไรก็ตาม อยากให้นายกฯ เข้ามาสะสางปัญหา การจัดทำโผโยกย้าย ในบช.ภ.9 ด้วย อย่าเอาใจใส่ แต่ตำรวจในส่วนกลาง หรือบช.ภ.1, 2 และ 4 เพียงอย่างเดียว เพราะขณะนี้ ตำรวจในพื้นที่ รู้สึกเป็น ลูกเมียน้อย กันหมดแล้ว มีแต่เด็กนาย เท่านั้นที่ได้ดี ส่วนจะเกี่ยวข้อง กับพรรคการเมือง ใหญ่หรือไม่ ผมไม่ทราบ ”

เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

Post Top Ad