191 เบอร์โทรฉุกเฉินแห่งชาติ เบอร์เดียว !! - ตำรวจไทย

Breaking

Post Top Ad

Post Top Ad

วันพฤหัสบดีที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

191 เบอร์โทรฉุกเฉินแห่งชาติ เบอร์เดียว !!

กสทช. เร่งรับลูกคำสั่งนายกฯให้ควบรวมเลขหมายฉุกเฉินทั่วประเทศเหลือ 191 เบอร์เดียว แจ้งเหตุทั่วไทย หลังพบเลขหมายเยอะจัดทำสับสน เตรียมประสาน “สตช.” และหน่วยงานอื่นๆบูรณาการทั้งระบบ คาดใช้เวลา 1 ปีหลังเสนอ ครม.อนุมัติหลักการ พร้อมชงของบสนับสนุนกองทุน กปทส. 1,000 ล้านบาท

     นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้มีคำสั่งให้ กสทช.ไปดำเนินการบูรณาการเลขหมายโทรศัพท์ฉุกเฉินแห่งชาติ เพื่อเปิดช่องทางรับแจ้งข้อมูลข่าวสารที่เป็นสากล พร้อมให้ประสานงานกับผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เพื่อจัดทำร่าง พ.ร.บ.หมายเลขโทรศัพท์ฉุกเฉินแห่งชาติ ให้มีผลบังคับใช้ต่อไป โดยได้มีคำสั่งให้ใช้เลขหมาย 191 เพียงเลขหมายเดียวเท่านั้น เพื่อมิให้ประชาชนสับสน เช่นเดียวกับหลายประเทศ ที่ใช้เลขหมายเดียวกัน เพื่อรับแจ้งเหตุฉุกเฉิน เช่น สหรัฐอเมริกา ใช้เลขหมาย 911 ญี่ปุ่น ใช้เลขหมาย 110 ส่วนสหภาพยุโรป ใช้เลขหมาย 112

     ขณะที่ประเทศไทยมีเลขหมายฉุกเฉินหลากหลายเลขหมาย อาทิ เหตุด่วนเหตุร้ายโทร.191 เจ็บป่วยฉุกเฉิน โทร.1669 สายด่วน ปภ.โทร.1784 ยกรถทางด่วน โทร.1542 กองบังคับการตำรวจจราจร โทร.11971 ตำรวจทางหลวง โทร.1193 สายด่วนกรมทางหลวง 1586 สายด่วน กทม.โทร.1555 เป็นต้น และยังมีหน่วยงานราชการอีกหลายหน่วยงานที่มีเบอร์ฉุกเฉินภายใต้ชื่อเรียก “สายด่วน”

ชงใช้เงิน กทปส. 1,000 ล้านบาท

     นายฐากรกล่าวว่า สำหรับการบูรณาการระบบเพื่อรองรับการให้บริการเลขหมายนั้น จะต้องหารือร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่ให้บริการเลขหมายโทรศัพท์ฉุกเฉินในปัจจุบัน คาดว่าจะใช้เงินลงทุนปรับปรุงระบบให้เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างกันราว 1,000 ล้านบาท ซึ่งสามารถใช้เงินจากกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมเพื่อประโยชน์สาธารณะ (กทปส.) ได้ โดยประเทศไทยจะใช้เลขหมายฉุกเฉินหรือโทร.191 เบอร์เดียวทั่วราชอาณาจักร และสามารถตอบเรื่องร้องเรียน ช่วยเหลือประชาชนได้อย่างรวดเร็ว โดย กสทช.จะเสนอเรื่องการบูรณาการเลขหมายฉุกเฉินเบอร์เดียวให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาอนุมัติในเร็วๆนี้ และเมื่อ ครม.อนุมัติคาดว่าจะใช้เวลาอย่างน้อย 1 ปีในการพัฒนาระบบและเริ่มใช้งานได้

     “การบูรณาการเลขหมายสายด่วนที่มีอยู่ในปัจจุบันทั้งหมด ให้เป็นเลขหมายโทรศัพท์ฉุกเฉินเลขหมายเดียวทั่วราชอาณาจักร ถือเป็นแนวทางที่เหมาะสม ประชาชนจะจดจำได้ง่ายและขจัดความสับสนในการใช้หมายเลข รวมถึงชาวต่างประเทศที่เดินทางเข้ามาพำนักอาศัย ดำเนินธุรกิจ และท่องเที่ยวในประเทศไทย นอกจากนี้ยังลดความซ้ำซ้อนในการลงทุนและการให้บริการฉุกเฉินของหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน และองค์กรสาธารณะที่เกี่ยวข้อง”

ทั้งนี้หากใช้เลขหมายเดียวในการโทรศัพท์ฉุกเฉิน จะทำให้การเตรียมรับมือหรือป้องกันภัยเป็นไปอย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในกรณีเกิดเหตุแผ่นดินไหวหรือเกิดเหตุคลื่นสึนามิ การแจ้งเหตุจะกระจายไปถึงทุกเครือข่ายทุกหน่วยงานในทันที โดยคาดหวังว่าเลขหมายฉุกเฉินเลขหมายเดียวที่กำลังจะเกิดขึ้นในเวลาอันใกล้นี้ จะเป็นกลไกอำนวยความสะดวกให้ประชาชนเข้าถึงบริการฉุกเฉินได้ในเวลาอันรวดเร็วที่สุด ซึ่งหมายถึงโอกาสของประชาชนผู้ประสบเหตุฉุกเฉินในพื้นที่ต่างๆ จะรอดพ้นจากอันตรายและได้รับความสะดวกรวดเร็วมากขึ้น

กสทช.หวังเดินตามรอยยุโรป

     นายฐากรกล่าวว่า เมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ได้เข้าร่วมประชุมนานาชาติเรื่องการให้บริการเลขหมายโทรศัพท์ฉุกเฉินเลขหมายเดียว ที่กรุงบูคาเรสต์ ประเทศโรมาเนีย เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์การดำเนินงานให้บริการเลขหมายฉุกเฉินของหน่วยงานรัฐ องค์กรต่างๆ รวมทั้งผู้เชี่ยวชาญด้านบริการเลขหมายฉุกเฉินจากประเทศต่างๆ ทั้งในกลุ่มประเทศยุโรปและประเทศอื่นๆ ทั่วโลก อาทิ เนเธอร์แลนด์ เบลเยียม สาธารณรัฐเช็ก นิวซีแลนด์ บัลแกเรีย ฝรั่งเศส นอร์เวย์ อินเดีย เยอรมนี มาร่วมประชุม ซึ่งจะเห็นได้ว่าทั่วโลกต่างตระหนักถึงความสำคัญในการบูรณาการเลขหมายฉุกเฉินเลขหมายเดียวกัน เพื่อจะได้ช่วยเหลือประชาชนกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินได้อย่างรวดเร็ว

     ทั้งนี้จากการเข้าร่วมประชุมดังกล่าว พบว่า กลุ่มสหภาพยุโรปเป็นกลุ่มประเทศที่ถือว่าประสบความสำเร็จในการใช้เลขหมายเดียวคือ 112 โดยได้ริเริ่มขึ้นเมื่อปี 2528 ด้วยการจัดตั้งคอลเซ็นเตอร์กลางและหน่วยงานเฉพาะด้านขึ้น เพื่อรับผิดชอบดำเนินการระบบและให้บริการ ซึ่งรวมศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉินระดับท้องที่และหน่วยบริการฉุกเฉินท้องที่ กระจายอยู่ในพื้นที่ต่างๆ โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีความเสี่ยงในการเกิดเหตุฉุกเฉินด้วย และจากเดิมรับแจ้งเหตุผ่านช่องบริการทางเสียงเท่านั้น แต่เมื่อเทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ก็ได้มีการพัฒนาเพิ่มช่องทางการรับแจ้งเหตุฉุกเฉินในหลายๆช่องทาง เช่น เอสเอ็มเอส, อีเมล, ซีซีทีวี, วีดิโอ และโซเชียลเน็ตเวิร์ก

     “การให้บริการเลขหมายโทรศัพท์ฉุกเฉินเลขหมายเดียวในกลุ่มประเทศยุโรป ถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก อีกทั้งยังมีการพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการมาอย่างต่อเนื่องด้วย ซึ่ง กสทช.จะใช้เป็นกรณีศึกษาในการใช้เลขหมายเดียว”

     ขณะเดียวกัน ยังคัดเลือกอาสาสมัครเพื่อเป็นเครือข่ายในการเฝ้าระวังภัยและเป็นหูเป็นตาให้แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐด้วย ส่งผลให้ระดับขอบเขตการให้บริการเลขหมายฉุกเฉินของกลุ่มประเทศยุโรปได้ขยายออกไปจนกระทั่งครอบคลุมในด้านความปลอดภัยสาธารณะ ถือได้ว่าเป็นการป้องกันภัยและเหตุฉุกเฉินสาธารณะในระดับสูงสุดด้วย.

ขอบคุณข่าวโดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 7 พ.ค. 2558 





     ถือเป็นมิติใหม่ที่เบอร์โทรฉุกเฉินจะรวมกันเป็นเบอร์เดียว ทุกเรื่อง ทั้งแจ้งอาชญากรรม อุบัติเหตุ เจ็บป่วย ภัยพิบัติ ไปจนถึงเรื่องร้องเรียน แจ้งเหตุทะเลาะวิวาท งูเข้าบ้าน ฯลฯ  ทำให้ประชาชนไม่สับสน  ไม่ต้องจำหลายหมายเลข

     ในปัจจุบันนี้ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้มีการปรับปรุงศูนย์ 191 ในทุกจังหวัดทั่วประเทศไทยแล้ว  โดยมีการนำร่องมาก่อน 2-3 ปี ศึกษาการปฏิบัติ ปัญหาอุปสรรค จนตอนนี้หมายเลข 191 เป็นที่พึ่งได้ดี  ไม่ต้องเสียเวลาหาเลขหมายสถานีตำรวจท้องที่  เพียงกด 191 ท่านอยู่จังหวัดไหน ก็จะโทรติดไปยังศูนย์รับแจ้งเหตุ 191 ของจังหวัดที่ท่านอยู่ ณ เวลาโทร

     ศูนย์ 191 นั้น จะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจรับโทรศัพท์อย่างน้อย 3 - 4 คน ตลอด 24 ชั่วโมง  โดยมีคู่สายที่เตรียมไว้กว่า 10 คู่สาย  มีการบันทึกเสียงสนทนา บันทึกหมายเลขโทรเข้า และมีคอมพิวเตอร์สำหรับตรวจสอบแผนที่เกิดเหตุ เพื่อแจ้งวิทยุต่อไปยังสถานีตำรวจท้องที่  และจะต้องไปถึงที่เกิดเหตุโดยทั่วไปประมาณ 5 - 10 นาที(แปรผันตามภูมิประเทศ)

     ตอนนี้ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดตำแหน่งรองรับศูนย์รับแจ้งเหตุ และบรรจุคนลงตามตำแหน่งแล้ว(แต่ก่อนไม่มี ใช้ช่วยราชการ)  มีความพร้อมทั้งสถานที่ ระบบ และคนที่ผ่านการอบรม ดูงาน และปฏิบัติจริงมาระยะหนึ่งแล้วในทุกจังหวัด  หากจะมีการรวมเลขหมายฉุกเฉินทั้งหมดเข้าด้วยกัน อาจต้องจัดเจ้าหน้าที่เพิ่มเติม สำหรับรับแจ้งเหตุเกี่ยวกับเหตุฉุกเฉินทางการแพทย์  เพราะน่าจะมีสายเข้าเพิ่มมากขึ้น  อีกทั้งตัวเจ้าหน้าที่ด้านนี้ต้องมีความรู้เฉพาะทางเพิ่มขึ้นอีกด้วย  อาจใช้เจ้าหน้าที่ศูนย์ 1669 ของจังหวัดต่าง ๆ มานั่งร่วมกันในศูนย์ 191 เพื่อประสานงานร่วมกัน(แรก ๆ อาจติดขัด)  จะเห็นว่าไม่น่าจะใช้เงินมากมายเป็นพันล้านอย่างที่ว่าไปตามข่าวข้างต้น 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

Post Top Ad