ม.44 เพิ่มอำนาจทหาร แก้ยาเสพติด - ตำรวจไทย

Breaking

Post Top Ad

Post Top Ad

วันศุกร์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ม.44 เพิ่มอำนาจทหาร แก้ยาเสพติด

พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา หัวหน้ารัฐบาลเผด็จการ ออกคำสั่งในฐานะ หัวหน้า.คสช.  ใช้ ม.44 สั่งเพิ่มมาตรการ-อำนาจจนท. ตรวจค้น-ปราบยาเสพติด

ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ (24ก.ค.) คําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๒๓/๒๕๕๘ เรื่อง มาตรการเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับใช้พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๑๙ 

โดยที่ในปัจจุบันปรากฏว่ายังคงมีการแพร่ระบาดของยาเสพติดในหลายพื้นที่ซึ่งเป็นภัยอันร้ายแรงต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ รวมถึงความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนเพื่อเป็นการป้องกัน ระงับ และปราบปรามการบ่อนทําลายความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของชาติ สมควรกําหนดมาตรการเพื่อให้การบังคับใช้พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๑๙ มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น 

อาศัยอํานาจตามความในมาตรา ๔๔ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติโดยความเห็นชอบของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ จึงมีคําสั่ง ดังต่อไปนี้ 

ข้อ ๑ ในกรณีที่มีความจําเป็นเพื่อให้การบังคับใช้พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๑๙ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมหรือผู้ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมมอบหมายอาจขอความร่วมมือจากข้าราชการทหาร โดยแจ้งความประสงค์ไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมหรือผู้ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมมอบหมาย เพื่อให้พิจารณาแต่งตั้งข้าราชการทหารซึ่งมียศตั้งแต่ชั้นร้อยตรี เรือตรี หรือเรืออากาศตรีขึ้นไป ไปปฏิบัติการตามคําขอดังกล่าวได้ 

ข้อ ๒ ในการปฏิบัติการตามข้อ ๑ ให้ข้าราชการทหารซึ่งได้รับแต่งตั้งมีอํานาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้ 
(๑) เข้าไปในเคหสถานหรือสถานที่ใด ๆ เพื่อตรวจค้นเมื่อมีเหตุอันควรสงสัยตามสมควรว่ามีบุคคลซึ่งกระทําความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดหลบซ่อนอยู่ หรือมีทรัพย์สินซึ่งมีไว้เป็นความผิดหรือได้มาโดยการกระทําความผิด หรือได้ใช้หรือจะใช้ในการกระทําความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด หรือซึ่งอาจใช้เป็นพยานหลักฐานได้ ประกอบกับมีเหตุอันควรเชื่อว่าเนื่องจากการเนิ่นช้ากว่าจะเอาหมายค้นมาได้ บุคคลนั้นจะหลบหนีไป หรือทรัพย์สินนั้นจะถูกโยกย้าย ซุกซ่อน ทําลาย หรือทําให้เปลี่ยนสภาพไปจากเดิม  แต่ในกรณีที่เป็นการเข้าค้นในเวลากลางคืนภายหลังพระอาทิตย์ตก ข้าราชการทหารผู้เป็นหัวหน้าในการเข้าค้นต้องเป็นข้าราชการทหารซึ่งมียศตั้งแต่ชั้นร้อยเอก เรือเอก หรือเรืออากาศเอกขึ้นไป 
(๒) ค้นบุคคล หรือยานพาหนะใดๆ ที่มีเหตุอันควรสงสัยตามสมควรว่ามียาเสพติด ซุกซ่อนอยู่โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย 
(๓) จับกุมบุคคลใด ๆ ที่กระทําความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และควบคุมตัวผู้ถูกจับไว้เพื่อทําการสอบสวนเบื้องต้นได้เป็นเวลาไม่เกินสามวัน เมื่อครบกําหนดเวลาดังกล่าวหรือก่อนนั้นตามที่จะเห็นสมควรให้ส่งตัวผู้ถูกจับไปยังพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเพื่อดําเนินการต่อไป 

ทั้งนี้ โดยมิให้ถือว่าการควบคุมผู้ถูกจับดังกล่าวเป็นการควบคุมของพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา 
(๔) ยึดหรืออายัดยาเสพติดที่มีไว้โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือทรัพย์สินอื่นใดที่ได้ใช้หรือจะใช้ในการกระทําความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด หรือที่อาจใช้เป็นพยานหลักฐานได้ 
(๕) ค้นตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา 

ข้อ ๓ ในกรณีที่จําเป็นและมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีบุคคลหรือกลุ่มบุคคลใด เสพยาเสพติดให้ข้าราชการทหารซึ่งได้รับแต่งตั้งมีอํานาจสั่งให้บุคคลหรือกลุ่มบุคคลดังกล่าวรับการตรวจ หรือทดสอบว่ามีสารเสพติดอยู่ในร่างกายหรือไม่ 

ข้อ ๔ ในการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการทหารตามข้อ ๒ และข้อ ๓ ให้ข้าราชการทหารดังกล่าวมีอํานาจขอให้บุคคลใดช่วยเหลือการปฏิบัติหน้าที่ และให้บุคคลนั้นมีอํานาจช่วยการปฏิบัติงานของข้าราชการทหารได้ 

ข้อ ๕ ในการปฏิบัติการตามคําสั่งนี้ ให้ข้าราชการทหารซึ่งได้รับแต่งตั้ง เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา และเป็นพนักงานฝ่ายปกครองหรือตํารวจชั้นผู้ใหญ่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา 

ข้อ ๖ ให้เจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาและเจ้าพนักงานตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๑๙ ยังคงต้องปฏิบัติหน้าที่ของตนตามกฎหมายดังกล่าวโดยเคร่งครัด และให้ดําเนินการร่วมกับข้าราชการทหารซึ่งได้รับแต่งตั้งให้ปฏิบัติการตามคําสั่งนี้ ในกรณีที่เจ้าพนักงานดังกล่าวขัดขืนหรือไม่ให้ความร่วมมือจนก่อให้เกิดความเสียหายในการบังคับใช้กฎหมายให้มีประสิทธิภาพ ให้ถือว่าผู้นั้นกระทําความผิดวินัยร้ายแรง 

ข้อ ๗ คําสั่งนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป 

สั่ง ณ วันที่ ๒๔ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๕๘ 
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา 
หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ

คำสั่ง หน.คสช.ที่ 22/2558 เรื่อง มาตรการเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับใช้ พรบ.ป้องกันและปราบปรามยาเสพติด
http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2558/E/173/10.PDF



     ถือว่าเป็นอีกความพยายามในการแก้ปัญหายาเสพติด  ที่ดูเหมือนจะให้อำนาจพิเศษกับทหารยศร้อยตรีขึ้นไปที่ได้รับการแต่งตั้งจาก รมต.ยุติธรรม หรือผู้แทน  เข้าตรวจค้นเคหสถาน บุคคล ยานพาหนะ  จับกุมคุมตัวไว้ได้ 3 วัน แล้วค่อยส่งพนักงานสอบสวน  มีอำนาจขอให้บุลคลช่วยเหลือในการปฏิบัติหน้าที่  และหากเจ้าพนักงานไม่ร่วมมือจนเกิดความเสียหายให้ถือเป็นความผิดวินัยร้ายแรง ฯลฯ




     เป็นเรื่องดีที่จะร่วมกันแก้ปัญหายาเสพติด  ที่แก้กันมาหลายปี แต่ยังไม่น่าพอใจและยังคงมีการแพร่ระบาด แต่มีประเด็นให้ตั้งคำถามอยู่เหมือนกัน อาทิ

  • อำนาจตาม ม.44  ไร้การตรวจสอบ  ไม่ต้องรับผิดใด ๆ หากผู้ใช้สร้างความเสียหายให้แก่บุคคล หรือทรัพย์สิน  ถือเป็นอำนาจเบ็ดเสร็จระดับเทพ ที่น่ากลัว  ยุคหนึ่งนาซี เคยมีหน่วยเอสเอส , จีน เคยมีเรดการ์ด
  • หน่วยงานที่ควรเรียกไปปรับทัศนคติอีกหน่วยนึงคือ "ศาล" เพราะการค้น และขอหมายจับ ชักจะยุ่งยากขึ้นทุกที  และเมื่อจับกุมมาได้แล้ว ผู้ต้องหาสามารถประกันตัวออกไปได้อย่างง่ายดายทุกครั้ง  แม้ว่าจะกระทำผิดซ้ำซาก และ พงส. คัดค้านการประกันตัวแล้วก็ตาม  ลองคิดตามว่ามันเกิดอะไรขึ้น มีฐานจากตรรกะอะไร สิทธิของผู้ต้องหา รึ ธุรกิจประกันตัว ?
  • ปัญหายาเสพติด ยิ่งยุ่งยากมากขึ้นเพราะคำสั่ง คสช. ที่ 108/58 (ดูเพิ่มเติม)  จนตอนนี้ก็ยังไม่แก้ไข
  • ถ้าจะกล่าวโทษหน่วยงานใด ๆ ที่แก้ปัญหายาเสพติดไม่สำเร็จ  ต้องไม่ลืมว่ายาเสพติดเกือบทั้งหมดทะลักมาตามแนวชายแดน  แล้ว "รั้วของชาติ" ทำอะไรอยู่   ดังนั้นไม่ต้องโทษกันครับ  มาช่วยกันแก้ไขดีกว่า
  • ทหารที่รู้เรื่อง หรือทำงานยาเสพติดมีอยู่ทุกจังหวัดหรือไม่  ประสบการณ์การจับกุม ล่อซื้อ ตรวจสอบทรัพย์สิน รอบคอบครอบคลุม  แล้วถ้าเกิดความเสียหายในทางคดี ใครจะรับผิดชอบ ?  จริง ๆ ควรให้เครื่องมือนี้กับ บช.ปส. หรือ ปปส. ดีกว่า  หรือจริง ๆ แล้วอ้างยาเสพติด เพื่อให้อำนาจในจุดประสงค์อื่น
     ลองดูครับ หลังจากออกคำสั่งดังกล่าว  จะมีกี่คดี กี่รายที่เป็นการจับกุมโดยอำนาจดังกล่าว  หรือให้อำนาจเพื่อร่วมมือกันในการจับกุม  น่าจะเป็นประโยชน์ได้ดีทีเดียว



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

Post Top Ad